เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2567 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ และ รองศาสตราจารย์ วรากรณ์ สามโกเศศ กรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้เป็นประธานการสัมมนาเพื่อขับเคลื่อน
การพัฒนาระบบราชการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546
และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่เกิดกับประชาชนจากผลการพัฒนาระบบราชการ
ที่ผ่านมา ของ ก.พ.ร. และคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการ (อ.ก.พ.ร.) รวม 13 คณะ พร้อมทั้ง ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นถึงแนวทางในการปรับปรุงพระราชกฤษฎีกา ให้สามารถยกระดับงานบริการภาครัฐและขีดความสามารถ
ในการแข่งขันของประเทศได้ในอนาคต
เลขาธิการ ก.พ.ร. (นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ) กล่าวสรุปว่า การพัฒนาระบบราชการตามกรอบพระราชกฤษฎีกาฯ ดังกล่าว ที่ผ่านมาได้มุ่งเน้น 6 แนวทางหลัก ได้แก่ การบริหารราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การปรับปรุงภารกิจราชการ การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และการประเมินผลการปฏิบัติราชการเพื่อสร้างประสิทธิภาพและโปร่งใส โดยมีการดำเนินการที่สำคัญในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เช่น
•
ด้านผลสัมฤทธิ์: ความพึงพอใจของประชาชนเพิ่มขึ้นเป็น 83.24% ในปี 2566 มีการใช้ ตัวชี้วัดขับเคลื่อน
การบูรณาการร่วมกัน (Joint KPIs) และ ตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ (Strategic KPIs) เพื่อบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น MY BETTER COUNTRY HACKATHON
•
ด้านประสิทธิภาพและความคุ้มค่า: มีการประเมินความคุ้มค่าในองค์การมหาชน หน่วยราชการระดับกรม และจังหวัด รวมถึงการประเมินหลังการปรับโครงสร้างหรือตั้งหน่วยงานใหม่
•
ด้านการลดขั้นตอน: พัฒนาระบบบริการดิจิทัลและรวมบริการบนพอร์ทัลกลาง เพื่อลดต้นทุนและเวลาของประชาชน พร้อมทั้งขับเคลื่อนการกระจายอำนาจการตัดสินใจสู่ภูมิภาค
•
ด้านการปรับปรุงภารกิจ: ส่งเสริมให้หน่วยงานปรับโครงสร้างได้เองโดยไม่เพิ่มงบประมาณหรืออัตรากำลัง และสนับสนุนให้ภาคเอกชนและประชาสังคมเข้ามาดำเนินภารกิจบางอย่างแทนรัฐ
•
ด้านการอำนวยความสะดวก: จัดทำคู่มือประชาชน กำหนดมาตรฐานการให้บริการ เร่งรัดการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ และเปิดเผยข้อมูลสำคัญผ่านเว็บไซต์ data.go.th
•
ด้านการประเมินผล: เชื่อมโยง KPI ของหน่วยงานกับผู้บริหารระดับสูง และใช้รางวัลเลิศรัฐเป็นแรงจูงใจ
แทนระบบโบนัส เพื่อกระตุ้นการพัฒนาองค์กรของส่วนราชการ
หนึ่งในหัวข้อสำคัญของการสัมมนาครั้งนี้ คือ การรับฟังความเห็นจาก ก.พ.ร. และ อ.ก.พ.ร. ซึ่งมี
ความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางการปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาให้ยังคงมีความเหมาะสมและสามารถสนับสนุนการพัฒนาระบบราชการที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและประเทศชาติในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งมีตัวอย่างข้อเสนอแนะในการพัฒนาระบบราชการในระยะถัดไป เช่น
(1)
การปรับภาครัฐให้ทันสมัยต่อบริบทการเปลี่ยนแปลง เช่น การ Upskill คนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพื่อเตรียมพร้อมในการปรับตัวให้เข้ากับสังคมสูงวัย (Aged Society) ของประเทศไทย และส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีโอกาสพัฒนาตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
(2)
การผลักดันรูปแบบการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในลักษณะ Partnership Model แทน Committee Model เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยเน้นการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนและมีประสิทธิผลมากขึ้นในการจัดการปัญหาที่มีความซับซ้อน
(3)
การส่งเสริมการใช้งานแพลตฟอร์มกลางภาครัฐ สร้างการรับรู้และส่งเสริมการใช้งานแพลตฟอร์มกลางภาครัฐ โดยเฉพาะ Biz Portal เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและลดภาระภาคเอกชน

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนาระบบราชการในระยะต่อไปควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาท้องถิ่นมากขึ้น เนื่องจากเป็นผู้ที่สัมผัสและเข้าใจประชาชนอย่างแท้จริง รวมถึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือรูปแบบใหม่ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนและประชาสังคม และการปรับปรุงระบบงบประมาณและระบบการตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิดให้มีผู้รับผิดชอบหลักที่มีอำนาจเฉพาะด้านและสามารถประสานงานกับฝ่ายนโยบายได้โดยตรง เพื่อขับเคลื่อนประเด็นสำคัญอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีความทันสมัย พ.ศ. .... ที่สำนักงาน ก.พ.ร. อยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาระบบราชการสามารถก้าวข้ามกรอบเดิมและตอบสนองต่อความท้าทายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิผล
ท้ายสุดนี้ สิ่งที่ ก.พ.ร. อ.ก.พ.ร. และสำนักงาน ก.พ.ร. ดำเนินการ ไม่ได้เป็นเพียงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น แต่จะเป็นการขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐด้วย ซึ่งจะเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน